To be a leading value-oriented integrated energy company in Asia-Pacific

Slide Left Slide Right

เรียน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน

ท่ามกลางสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในปี 2559 ที่ผ่านมา รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตเช่นความผันผวนของค่าเงิน และความอ่อนไหวด้านราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการที่จะดำเนินธุรกิจให้มีความมั่นคงและเจริญเติบโตต่อไปในภายภาคหน้า โดยแนวนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทยังคงยึดโยงกับเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่จะเพิ่มมูลค่าของกิจการให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้ได้เต็มประสิทธิภาพและมุ่งเน้นพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในภูมิภาคที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ โดยการแสวงหาพันธมิตรเพื่อขยายการลงทุนสู่ธุรกิจไฟฟ้าในตลาดใหม่ นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายที่จะแสวงหาโอกาสและทางเลือกใหม่ในธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตและขยายฐานธุรกิจเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วย

โดยในปัจจุบันจากการขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจำหน่ายแล้วและสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัท ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ โรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กราชบุรีเวอลด์ โรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กนวนคร รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โรงไฟฟ้าในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอื่นๆ ที่บริษัทได้เข้าร่วมลงทุน เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทมีกำลังผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,442 เมกะวัตต์ และสามารถสร้างรายได้ในปี 2559 เป็นจำนวน 50,485 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ติดตามเร่งรัดโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้มีความก้าวหน้าและแล้วเสร็จตามแผนงาน โดยในปัจจุบันบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาที่สำคัญอีกหลายโครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 538 เมกะวัตต์ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีกำหนดแล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2562 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Mount Emerald ที่ประเทศออสเตรเลีย มีกำหนดแล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2561 และโครงการโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น

สำหรับการขยายการลงทุนในต่างประเทศในปี 2559 นั้น สืบเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community: AEC) ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบริษัทจึงได้มุ่งเน้นพิจารณาประเด็นการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อประกอบการตัดสินใจมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุจากภาวะเศรษฐกิจ ความผันผวนของค่าเงินความอ่อนไหวของราคาเชื้อเพลิง โดยมีการเพิ่มเติมเครื่องมือเพื่อประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการลงทุนทั้งระดับมหภาคและเชิงลึกในระดับโครงการ เครื่องมือประเมินระดับความเป็นไปได้ในการลงทุนของโครงการต่างๆ ซึ่งจะช่วยควบคุมและจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมถึงการพิจารณาความมั่นคงของโครงการโดยมุ่งเน้นโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ จากโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องแล้วในปัจจุบันและโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ส่งผลให้กำลังการผลิตของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีเป็นจำนวน 6,980 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ จากการเล็งเห็นการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงในธุรกิจด้านพลังงานและการผลิตไฟฟ้า ในปี 2559 บริษัทจึงได้มีแนวนโยบายเพื่อรุกขยายและต่อยอดการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยจับมือกับพันธมิตรร่วมทุนซึ่งได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยการยื่นข้อเสนอเข้าร่วมลงทุนเพื่อประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ในนาม "กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์" โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้รับการตอบรับจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดโดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนของการเจรจาต่อรอง

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2559 บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการลงทุนที่แข็งแกร่งและสถานะทางการเงินที่มั่นคงโดยบริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 51,248 ล้านบาทและมีกำไรสำหรับปี 2559 จำนวน 6,166 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 93.40

การดำเนินธุรกิจของบริษัทมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนโดยยึดมั่นบนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และผลจากความมุ่งมั่น และจริงจังของบริษัทในเรื่องดังกล่าว บริษัทจึงได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต และได้รับการรับรอง (Certified) จากคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี 2559 ทั้งนี้ บริษัทยังได้รับการประกาศเกียรติคุณที่สำคัญจากองค์กรต่างๆ ได้แก่

  1. รางวัลรายงานความยั่งยืนดีเด่น ประจำปี 2559 จาก CSR Club สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
  2. รางวัล Investors’ Choice Award จากการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนนต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 8
  3. การประเมินผลจากการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2559 ที่ระดับ "ดีเยี่ยม"

ด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน โครงการสุขสูงวัยสร้างไทยแข็งแรง โครงการ@CareLine เครือข่ายปันสุขเป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพการสนับสนุนส่งเสริมป่าชุมชนเพื่อรักษาแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางธรรมชาติและลดภาวะโลกร้อนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวอนามัยแก่เยาวชน เป็นต้น

ในนามของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจการของบริษัทด้วยดีเสมอมา และบริษัทเชื่อมั่นว่า แนวทางการบริหารจัดการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้จะสามารถพัฒนาและนำพาบริษัทให้เติบโตเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำครบวงจรที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างแน่นอน


(นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์)
ประธานกรรมการ
31 ธันวาคม 2559